ปล.ผมไม่ได้เป็นแฟนละคร แต่ดูเพราะคุณขวัญหวานใจดู เลยดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง และเอาบทความที่แต่งนี้จากเฟสบุ๊กผมเองมาเผยแพร่คร้าบ
 
ปล.ขอโทษถ้าไปทำร้ายจิตใจแฟนละครนะคร้าบบบ และขอโทษหากมีข้อความหยาบคายนะคร้าบบ (นำไปเผยแพร่ฝากเครดิตให้ด้วยนะครับ)

ดอกส้มสีทองจะหักมุม คุณใหญ่จะเปิดเผยว่าเคยโดนตุ๋ย ตั้งแต่นั้นคุณใหญ่ไม่สามารถอั้นอุจจาระได้ ส่วนคุณดี๋จะพบว่าที่ตัวเองมีลูกไม่ได้เพราะตัวเองเป็นผู้ชาย หมอเผลอตัดจู๋ไปตอนคลอดแทนที่จะตัดสายรก และคุณเด่นจะพบว่าคุณสินโดยคุณใหญ่ตุ๋ย !!!!
 
เรื่องมันจะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเมียคนที่สามที่โดนฆ่า ตามจิงไม่ตาย ในบ่อน้ำนั้นมีทางลับไปยังใต้ดิน และพบว่าอาเฮีย คือคนที่ตุ๋ยคุณใหญ่ รับไม่ได้ เลยกลับมาตายที่บ่อน้ำและละครเรื่องนี้จะมีภาคสาม ดอกส้มสีน้ำตาล ตอน ขุดเหมืองทองกับเมียน้อยทั้ง 7
 
และที่เด็ดที่สุด หลังจากที่คุณดี๋เลิกกับคุณใหญ่ คุณดี๋โมโหมากถึงกับออกสื่อว่า "ไอ้คุณใหญ่ มึงอย่าใช้ชื่อคุณใหญ่เลย มีอยู่แค่นิ้วก้อย ไอ้คุณเล็ก !!!"
 
คุณใหญ่โมโห เมื่อโดนจี้จุดสำคัญ ออกมาบอกสื่อเหมือนกัน (หลังจากที่รู้ว่าคุณดี๋ เป็นผู้ชาย) "เปลี่ยนชื่อไปซะอีคุณดี๋ มึงมันคุณตี๋เว้ย"
 
หลังจากนั้นไม่นาน อาเฮียที่ได้ตายไปแล้ว แม่เรยาที่ตายไปแล้ว กลับเปิดเผยตัวว่ายังไม่ตาย และ อาเฮียกับแม่เรยา เป็นผัวเมียกันที่แท้จริง และมีลูกคนเดียวคือเรยาเท่านั้น เกมพลิก !!!
 
ความซับซ๊อนของละครเรื่องนี้จะเข้าขั้นในระดับภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน (คนทำ inception) คนดูเริ่มปวดหัวถึงขั้นต้องติดเรทภาพยนตร์ใหม่ น18+ และจบมัธยมขึ้นไป
 
เรื่องจะพลิกอีกหลายตลบ เมื่ออาจารย์สอนอังกฤษเรยาบอกว่าแม่เรยาตามจริงไม่ใช่ลำยอง แต่เพราะแม่เรยาตอนวัยรุ่นกินเหล้าเก่งมากเลยเรียกว่า "อีลำยอง" !!!
 
เรื่องราวจะสับสนมึนงงมากขึ้น เมื่อลูกเรยา คือ คนที่ตุ๋ยคุณใหญ่คนแรกที่ตายไปแล้วกลับชาติมาเกิดใหม่ !!!
 
และความสับสนจะทวีขึ้นถึงขีดสุด เมื่อพบว่าอาเฮีย หรืออาเตี่ย (ไอ้ที่มีเมียสาม เมียสี่ เมียห้าน่ะแหละ) เป็นลูกของเมียน้อยคนที่เจ็ดที่เกิดจากลูกเมียน้อยคนที่สองที่เป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องเมียน้อยของปู่ทวดตระกูลคุณดี๋
 
ความวุ่นวายและสับสนสร้างความมึนงงกับคนดูเป็นอย่างมาก คนดูเรียกร้องความเป็น Simple แบบดั้งเดิม ผู้สร้างเลยสร้างภาคสี่ออกมาเป็นหนังตุ๋ยๆเหมือนเดิม คนดูช็อคออกมาประท้วงใจความประมาณว่า "กูจะดูเมียหลวงตบเมียน้อย ไม่ใช่คนตุ๋ยกันโว้ย !!!"
 
หลังจากนั้นผู้สร้างเหงื่อตก เมื่อละครถ่ายทำไปแล้วกว่า 90% และมีฉากตุ๋ยกันกว่า 60% และหลังจากที่ฉายละครไปแค่หกตอน เด็กผู้ชายไทยเป็นตุ๊ดเพิ่ม 20%
 
ผู้สร้างออกมาแก้ข่าว (ซึ่งคล้ายคลึงกับภาคเรยา) ว่าเรื่องนี้ต้องดูจนจบจะได้บทเรียนสอนใจว่าการตุ๋ยจะทำให้อั้นขี้ไม่ได้ แต่ผู้สร้างก็ต้องตัดฉากเลิฟซีนทั้งหมดทิ้ง ทำให้หนังเหลือแค่ 2 ตอนจบ (เพราะมันเสือกสร้างฉากตุ๋ยกันตั้ง 90%)
 
ดั้งนั้นหนังเลยมีภาค 5 เรื่อง มงกุฏดอกไม้ ซึ่งภาคนี้หนังจะลบข้อเสียทั้งหมด จะไม่มีตัวอิจฉา ไม่มีฉากเลิฟซีน ไม่มีฉากตุ๋ย ไม่มีตบกัน ไม่มีเมียหลวงเมียน้อย เป็นละครที่มีแต่สอน มีแต่ตัวละครรับกัน ไม่ผิดลูกผิดเมีย ไม่ผิดศีล 5
 
ปรากฎว่า...ภาค 5 เรทติ้งตกอย่างรุนแรงมาก จนผู้สร้างเจ๊ง เพราะคนดูบอกว่ากูจะดูคนตบกันเหมือนเดิม และก็เป็นการอวสานละครเรื่องนี้อย่างถาวร....
 
สรุปว่าต่อให้ละครไทยจะมีคนด่ามากมายขนาดไหน จะผิดศีลธรรมขนาดไหน คนไทยก็ยิ่งชอบอยู่ดี....

edit @ 18 May 2011 22:54:55 by apinun21

เหตุเกิด ณ วันที่ 10 มกราคม 2553

นี่คือเหตุการณ์จริง !!!

หลังจากสอบ Mid-Term เสร็จสิ้น กระผมก็ได้ตัดสินใจไปบ้านเพื่อนที่ปราณบุรี จังหวัดประจวบ

โดยมีร่วมเดินทางไปคือหวานใจ นายแจ๊ค คุณขวัญ นาริ และเพื่อนๆนั่นเอง (แฮ่ๆ อย่า อย่าอิจฉา) อยากบอกว่า

ทะเล ประจวบธรรมชาติมากกกก พัทยา บางแสน ระยอง เรียกว่าแสนแสบได้เลย แต่ที่จะมาเล่าในวันนี้

ไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม หรือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นครับ เรื่องที่จะเล่าก็คือ "หลงถ้ำ หลงป่า หลงจริงๆ"

เรื่องของเรื่องก็คือว่า หลังจากที่เพื่อนๆล่วงหน้ากลับกรุงเทพกันก่อนแลว ไอ้ผมกะขวัญเนี่ย คุยกันว่า ก่อนกลับบ้าน ไปเดินถ้ำกันสักถ้ำนึงมะ สรุปว่า เป็นความคิดที่เข้าท่ามาก

ประกอบกับทางที่ไป มันมีเส้นทางท่องเที่ยวที่ชี้ไป "ถ้ำแก้ว" พอดิบพอดี โอ้ว เที่ยวคุ้มดีจริงๆ ไปก็ไปวะ ขับรถสิบนาทีเอง

ขับรถไปเข้าสู่อุทยานแห่งชาติ เขาสามร้อยยอด บึ่งรถไปเรื่อยๆๆๆๆๆ ป๊าบบบ ขับเลย ทางเข้าเป็นทางลูกรัง สีแดง

อารมณ์เหมือนกำลังสร้างทาง ป้ายถ้ำก็เล็กๆ อืมมม คิดในใจว่า มันคงกำลังสร้างทางละมั๊ง

เข้าไปปุ๊บ เห็นป้ายบ่งบอกว่า ถ้ำแก้ว 128 กิโลเมตร เอ้ย เมตร (128 กิโลจิง กูขับรถกลับละ) มีลุงนั่งอยู่ข้างหน้าว่า

"พกไฟฉายมายังครับ" อ้าว ไม่มี กู ไม่มี 

"ยังครับลุง ขอสองอัน" ราคาอันละ 50 บาท สองอันเป็นร้อยบาท แต่ถ้ามาสามคนก็ 150 นะจ๊ะ

เดินมาแป๊บนึง คุณขวัญสุดที่รักกระซิบข้างหูว่า "นึกว่าให้ฟรี..." เอ่อ... อย่างนี้ไม่ได้เรียกงกนะครับ เค้าเรียก ประหยัด...หึ หึ

และแล้ว การเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้น ถ้าเพื่อนๆ เคยไปเที่ยวตามอุทยาน พวกน้ำตก พวกถ้ำอะไรเทือกนี้ มันจะเหมือนกับว่า เค้าจะกรุยทางให้ เราก็ค่อยๆเดินขึ้นไป แต่กับถ้ำแก้ว มันไม่ใช่!!!

ต้องใช้สองมือแข็งขัน ค่อยๆ ปีนป่ายหินที่ค่อนข้างแหลมคม มีแนวเอียงประมาณ 30 องศา มีลูกศรที่พ่นอยู่ตามก้อนหินเป็นระยะๆ ขอบอกว่า ลูกศรไม่ชัดด้วยนะครับ โอ้ว รู้สึกชอบ แอดเวนเจอร์ (หลังๆมันจะขำไม่ออก)

ในที่สุดก็ถึงทางเข้าถ้ำ เป็นอุโมงค์ลึกลงไปเบื้องล่างอันมืดมิด มีบันไดลิงประมาณหกเมตรพาดอยู่ ก่อนจะลงไป เจอคู่รักหนุ่มสาว เดินมาอีกด้านนึงพอดิบพอดี เลยถามเค้าว่า

"พี่ครับ เดินนานไหมครับ"

"พี่เดินมาประมาณสองชั่วโมงครับน้อง เดินทะลุถ้ำไปแล้วออกอีกทางนึง"

"ขอบคุณครับพี่"

ไอ้ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เอะใจอะไร ถ้าเราสังเกตุดูดีๆ จะพบว่ามนุษย์สองคนนี้ ไม่ได้ผ่านช่วงโรแมนติกสองชั่วโมงมา

ด้วยใบหน้าที่คละไปด้วยเหงื่อ ฝุ่น และสายตาที่อ่อนระโหย โรยแรง ดูเหมือนหนีตายมามากกว่า ถ้าเพียงแต่ไอ้สองคนที่กำลังจะเข้าไป ถามเค้านิดนึงว่า "ลำบากไหม" ก็คงไม่เป็นอย่างที่กำลังจะเป็นนี้ 

แต่ในใจไอ้แจ๊คตอนนั้นสบประมาทเค้าไปว่า "โม้ละมึง สองชั่วโมงเนี่ยนะ เป็นไปไม่ด๊ายยยยยย"

การผจญภัย เริ่มต้นขึ้น เอาไฟฉายสวมหัว (ย้ำว่าสวมหัวจิงๆ เหมือนในหนังที่เค้าไปสำรวจอารยธรรมโบราณน่ะ)

เอ้อ ลืมบอกไปว่า แจ๊คกับขวัญมันดูถูกการเดินทางในครั้งนี้เกินไป รองเท้าที่ใส่ มันเหมาะกะการใส่ล้างห้องน้ำมากกว่า โดยเฉพาะรองเท้าเจ๊ขวัญ เอารองเท้าหนีบแจ๊คไปใส่ เพราะรองเท้าเดิมพัง นึกภาพตามนะครับ รองเท้าแจ๊ค ในเท้าขวัญ เพราะฉะนั้น ขวัญจึงใส่รองเท้าที่ใหญ่กว่าเท้าตัวเอง สองเท่า...

เดินลงไปปุ๊บ ไหว้เจ้าที่เจ้าทางเป็นพิธี เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง 

ทางเข้าเบื้องหน้า มืด มืด และมืดขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกว่าไม่มีแสงไฟ ขอบคุณครับลุง ร้อยบาทของผม ขอยกให้ลุง
ด้วยความเต็มใจครับ

เพราะฉะนั้น แสงสว่างที่มี มีเพียงแสงที่อยู่บนหัวเหม่งๆของสองคนนี่้เท่านั้น (สองคนจริงๆ ไม่มีใครเลย)

ทางเดินค่อนข้างลำบากลำบนขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าว ต้องเอามือก่ายพื้นไปก่อน บางจุดมีเหวลึก มีอยู่ช่วงนึงต้องก้มผ่านเพดานถ้ำเตี้ยๆประมาณเมตรกว่าๆ เดินไปสิบเมตร ด้วยความแจ๊คมันอยากเก็บประสบการณ์ผจญภัยนี้ไว้ ก็เลยหยิบกล้องขึ้นมาจะถ่ายรูป ซึ่ง ณ เวลานั้น หวานใจของนายแจ๊ค เริ่มเข้าสู่ภาวะ "ตื่นกลัว" มากกว่า "ตื่นเต้น"

ขวัญ : "ไม่ถ่ายแล้ว ถ่ายทำไม อันตราย"

เดินไปสักพัก เห็นค้างค้าวเกาะอยู่บนปลายหินย้อย

แจ๊ค "ขวัญๆ ดูนั่นดิ ค้างคาวๆ"

ขวัญ "ไม่เอา!! อย่าไปดู เดี๋๋ยวมันตื่น อย่าไปเรียกมัน"

เดินไปสักพัก เจอแมลง

แจ๊ค "ขวัญๆ แมลงแปลกมากเลย ดูดิๆ"

ขวัญ "ไม่ดู อย่าไปใกล้ๆมัน!!!"

ขวัญไม่ได้กลัวหรอกครับ แค่เป็นคน เซฟตี้ (แต่เดี๋ยวมึงจะรู้ไอ้แจ๊ค ความสนุกของมึง กำลังจะหมดลง)

และแล้วเส้นทางก็ใกล้ถึงจุดมุ่งหมาย โถงใหญ่ที่สุดในถ้ำ เหวลึกที่สุดที่เดินมา แต่ทว่า ลูกศรบอกทางไปไหน!!!

เอาล่ะสิ ไอ้ฉิบหาย กูจะออกไปยังไงล่ะเนี่ย เดินกลับก็โคตรลำบาก หากเคยดูหนังผจญภัย แล้วตัวเอกหลงทาง สุดท้าย จะเห็นแสงไฟเบื้องบน

โอ้ววววว ชีวิตจริง ยิ่งกว่านิยาย มีแสงไฟอยู่เบื้องบน แสงธรรมชาติ รูทางออกอยู่ตรงนั้น ด้วยความสูงเกือบตึกสามชั้น และที่สำคัญ ที่อยู่ข้างหน้าคือ ภูเขาหินสูงชันทอดไปสู่แสงสว่างเบื้องหน้า ซึ่งมันไม่ควรขึ้นทางนี้ มันชันจนเกือบจะตั้งฉากแล้วนะนั่น

ผมกับขวัญเลยหาลูกศร เผื่อจะพบเส้นทางที่ถูกต้อง และก็เจอลูกศร แต่...ขอหยาบหน่อยนะ ไอ้เชี่ยเอ๊ย ลูกศรซ้ายกะขวาอยู่ด้วยกันบนป้ายเดียว แล้วกูจะไปทางไหนวะเนี่ย เยี่ยมมาก แอบคิดในใจ มีทั้งซ้าย ทั้งขวา สงสัยให้กูตรงไปมั๊ง แต่ให้ตายเหอะ ตรงไปกูได้ไปเป็นเพื่อนค้างที่ก้นเหวแหงม เพราะฉะนั้น ทางที่เหลือ "ลองปีน" ทางสูงๆที่ว่าดูก็ได้วะ

กรุณานึกภาพตาม ก้อนหินใหญ่ๆ แหลมๆ บางช่วงเป็นเหวตรงกลาง ต้องเอามือยันกำแพงข้างหน้า เอาเท้ายันหินข้างหลัง ตรงกลางเป็นร่องประมาณหนึ่งฟุต แน่นอน ในร่องก็เป็นเหว แล้วก็กระดึ๋บๆ ขึ้ินไป พอขึ้่นไปสูงประมาณสี่เมตร แจ๊คขวัญก็นั่งลง แล้วมองขึ้นไปบนแสงสว่างเบื้องบน...เป็นไปไม่ได้ พ่อกูไม่ใช่ไอ้แมงมุม

ปีนลง ทางเดียวเท่านั้น ปีนลง พวกกูกำลังผิดทาง กูมั่นใจละว่า ผิดทางชัวร์ ขาปีนลง เหมือนเดิม มือยันกำแพง เท้ายันหิน ตรงกลางเป็นร่องเหว กลับมาหยุดคิดที่ป้ายเวรตะไลอีกครั้ง

ขวัญ : "แจ๊ค กลับทางเดิมไหมอะ"

แจ๊ค : "ดีเหมือนกัน เอาเถอะ กลับทางเดิมเถอะ"

แต่คำตอบ มักไม่ตรงกับใจเสมอ เช่นเดียวกับ ขวัญ คำถามที่ถาม ย่อมไม่สื่อถึงความคิดที่อยู่ในใจ เพราะอะไรหรือครับ หากคุณเดินทะลุถ้ำอย่างยากลำบากมาแล้ว ทางออกอยู่เบื้องหน้า ไม่ครับ พวกผมไม่ยอม คนเราต้องไม่ถอยหลัง 

ยืนตั้งสมาธิ สาดแสงไฟที่อยู่บนหัวไปรอบๆอย่างละเอียด และช้าๆ โอ้ววววว เคราเมอร์ลิน!!!!(เป็นคำอุทานในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ใครไม่ได้อ่าน หรือดูหนัง กรุณา เชย ครับ หวาย เชยๆๆๆๆๆๆๆๆ) เจอลูกศรชี้ไปที่ทางออก รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสองทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องค่อยๆปีนอยู่ดี ถีงแม้จะเป็นทางที่ถูกต้อง แต่ก็ยากอยู่ดี คือสรุปได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวนี้ ไม่ได้ทำทางให้นักท่องเที่ยวเลยแม้แตนิดเดียว ทางที่ติดลูกศร คือสิ่งที่บอกกับเราว่า "ทางนี้ไปสะดวกกว่านะ" มากกว่า

ด้วยควาามภูมิใจ เลยหยิบกล้องมาถ่ายปากทางออกถ้ำกันสักรูปสองรูป พร้อมกับคำกล่าวของหวานใจแจ๊คว่า

"ไม่เคยดีใจที่เห็นแสงธรรมชาติอย่างนี้มาก่อน"

พออารมณ์ดี มีความสุข ไอ้แจ๊คเริ่มสบายใจ แต่ทว่าปัญหาแรกที่กระทบกับความมั่นคงของแจ๊คก็คือ "ปวดขี้"

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า อยู่กะแจ๊ค มีแต่เรื่องขี้ เอิ่ม...ไม่เถียง ตอนนั้นยังไม่ค่อยเครียดอะไร เพราะในเมื่อทางออกอยู่ตรงหน้า ขมิบตูดไว้นิดนึงก็ได้ฟระ

ด้วยความรู้สึกเราที่ว่าทางออกจากเขา ย่อมอยู่เบื้องล่าง ก็เพราะในเมื่อตอนขึ้นมา มันปีนเขาขึ้นมา ขากลับก็ต้องลงไปน่ะสิ ใช่ป่าว 

ไอ้เราก็ค่อยๆปีนลงไปเรื่อยๆ สภาพในท้องของผมก็ค่อยๆเริ่มประทุ และหลังจากเดินไปได้สักพักใหญ่ๆ แจ๊คกับขวัญก็เริ่มระลึกได้ว่า พวกกูไม่เคยเดินมาทางนี้นี่หว่า เอาล่ะซิ 

ขวัญ : "แจ๊คๆ เดินปีนขึ้นมา ขาเข้ามันมีหินเยอะใช่ป่าว"

แจ๊ค : "ใช่ๆ ทำไมไม่เจอวะนี่"

ภารกิจแรกของเราคือการเดินทางหากลุ่มก้อนหิน และใช้ คอมมอนเซ๊น ล้วนๆ (อาจารย์ผลินรู้ ด่ากูตายห่าเลย) คอมมอนเซ๊น ที่ว่าคือ

แจ๊ค : "ขวัญ ทางนันน่าจะใช่นะ"

ขวัญ : "ลองเดินไปดู"

แจ๊ค : "ทางนั้นดูมันโล่งๆนะ น่าจะเดินไปได้"

การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก สำหรับขวัญรองเท้าที่ใหญ่กว่าเธอถึงสองเท่า ทำให้เธอสะดุดล้มเลือดออก ยังดีที่พระเอกอย่างแจ๊ค หยิบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอไปผูกเท้าที่เลือดไว้ (เท่มะ เท่มะ) สำหรับแจ๊ค อาการปวดท้องขี้ ที่รู้สึกได้ว่า ท้องเสียชัวร์ ย่อมส่งผลร้ายต่อสภาพการเดินทางอย่างแน่นอน

แจ๊ค : "ปวดขี้อะ"

ขวัญ : "อึตรงนี้เลยป่าว เรามีทิชชู่สามแผ่น"

ในใจแจ๊คเริ่มตื่นตระหนก สามแผ่น ปกติขี้ที เช็ดตูดเกือบหมดม้วน เช็ดจนกระดาษมันบาดตูดเลือดออกน่ะ แต่สามแผ่น...

ไม่เป็นไร ถ้ากูยังเดินหลงอีกสักชั่วโมง สามแผ่นก็สามแผ่น

พอตะลุยฝ่าดงไปเรื่อยๆ (สังเกตุว่ามีคำว่า ฝ่าดง ในขณะตอนก่อนเข้าถ้ำไม่มี นั่นแสดงว่า เดินคนละทางแน่นอน) ก็พบกับลูกศรหักๆ หนึ่งอัน โอ้ว บร๊ะเจ้า กูจะได้ขี้ละ แต่ในใจทั้่งสองคนก็ยังระแวง นี่มันไม่ใช่ทางที่เดินขึ้นมาชัวร์ ถึงกูจะขี้ลืม แต่กูก็ไม่ใช่ปลาทอง

พอเดินตามลูกศรหักๆนั้นไปสู่บริเวณตีนเขา...เจอแม่น้ำสายเล็กๆ แม่น้ำ!!! เป็นไปได้ไงวะ ตอนกูขึ้้นมามีแต่ทางลูกรังแห้งๆ ทำไมถึงมีแม่น้ำได้วะ ณ ตรงจุดนั้น มีเสียงเพลงแว่วมาแต่ไกลๆ แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของมนุษย์ เหมือนว่าเราสองคนจะดีใจใช่ไหมครับ ปล่าวเลย มันเหมือนบทเพลงที่เย้ยหยันเราสองคนมากกว่า ประมาณว่า ทางออกอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกล แต่พวกมึงก็เดินมาไม่ถึง ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แจ๊ค : "ขวัญ เดินเลียบแม่น้ำไปดีปล่าวอะ"

ขวัญ : "อย่าเลยแจ๊ค เราเดินย้อนขึ้นไปถ้ำก่อนไหม เริ่มใหม่ที่ถ้ำดีกว่านะ"

เป็นความคิดที่ดี ดีกว่าคอมมอนเซ๊นผมเยอะเลย อะ เดินไปถ้ำต่อ

และแล้วก็ตัดสินใจว่า เดินกลับไปที่ถ้ำดีกว่า เผื่อจะง่ายขึ้น... ไม่จริง มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ก็ในเมื่อมันเดินมั่วๆกันมา

แล้วจะเดินกลับไปถูกได้ยังไงกันวะ วิวทิวทัศน์ที่เห็นตอนขากลับ ไม่เคยผ่านตาคนทั่้งคู่มาเลยสักกะติ๊ดเดียว และแล้ว นี่หรือ สิ่งที่เรียกว่า "การหลงป่า" อย่างสมบูรณ์แบบ

ซีดครับ หน้าซีด ระหว่างที่เดินย้อนกลับไปในทางไหนก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ต้องเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ทางที่เดินลงมาแม้จะยากลำบาก แต่ทางที่ย้อนกลับขึ้นไป กลับยากลำบากยิ่งกว่า เถาวง เถาวัลย์ งอกมาจากไหนก็ไม่รู้ เยอะแยะเต็มหมด คนนึงปวดขี้ คนนึงเลือดออก โอ้วพระเจ้า

ขวัญ : "ลองเอารูปที่ถ่ายตอนเข้าถ้ำมาดูไหม"
แจ๊ค : "ดีๆ ขวัญเปิดเลย"

กล้องคาอยู่ที่มือขวัญ เหตุและผลประมวลอยู่ในสมอง "ดูไปแล้วจะได้อะไร" ขวัญเก็บกล้องกลับเข้ากระเป๋า ไฟฉายที่เคยอยู่บนหัว ตอนนี้พาดอยู่ตรงจักกะแร้ที่อบอวลไปด้วยเหงื่อ ขี้ไคล และกลิ่นเหม็นๆ (สำหรับคนที่ไปรอบหลังแล้วได้ไฟฉายนี้ไป ก็เหม็นนิดนึงครับ เหม็นเต่าผมนี่แหละ)

เมื่อรูปภาพใช้ไม่ได้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวที่มีในตอนนี้ "มือถือ" เป็น Iphone ซะด้วยนะนี่ เพิ่งถอยมาไม่นาน แต่มือถือท่ามกลางป่าเขา ก็เป็นแค่เพียง เครื่องเล่นเกมส์ ไม่เป็นไร เอามาเล่นเกมส์ก็ได้วะ จะบ้าเหรอ!!! ใครจะมามีอารมณ์เล่นเกมตอนนี้ แต่ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ด้วยความที่จนหนทาง หมดทางจะไป กูกดแม่งหมดทุกเบอร์ 112 191 911 ......... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ.........เงียบ........

ไม่จริง Iphone ต้องมีประโยชน์กว่านี้ โอ้วใช่แล้ว รุ่นใหม่ มีเข็มทิศ กดมันขึ้นมา โปรแกรมเข็มทิศปรากฎสู่สายตาที่คลอไปด้วยน้ำตาน้อยๆ ของคนทั้งสอง ปลายเข็มทิศชี้ไปยังทิศเหนือ ทำหน้าที่ได้ดี อย่างไม่มีตกบกพร่อง

แล้วยังไงวะ!!!!!!

รู้ทิศเหนือไปทำซากอ้อยอะไรนี่ เออดีวุ้ย ว่าพระอาทิตย์ตกทางทิศไหน แต่แม่งเอ๊ย พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้วมืดกว่านี้่ ได้ออกข่าวชัวร์ หัวข่าวคงประมาณว่า "นักศึกษาปริญญาโท หลงป่า อึราดกลางเขา" น่าเกลียดตายโหง รู้ถึงไหน อายถึงนั่น มีลูกคงไม่เอามรดกจากกูชัวร์

เพราะฉะนั้น สิ่งสุดท้ายที่ทำได้ หลังจากที่ร่ำเรียน ลูกเสือ รักษาดินแดน กพอ สลน สปช ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไฟแนนซ์ การจัดการร่วมสมัย บัญชี มาร์เกตติ้ง......

สวัสดีคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

แหกปากครับ ไม่ไหวแล้วครับ ใครก็ได้หวัดดีกูกลับที กูอยากทำความเคารพกับใครสักคน และในนาทีนั้นเอง เหมือนท่ามกลางความมืดมิด ก็มีเสียงรำไรขึ้นมา 

ลุงให้เช่าไฟฉาย!!!!

เสียงลุงตะโกนกลับขึ้นมา กูรอดแล้ว เดินตามเสียงลุงไป และก็เจอลูกศรอันเดิม ไอ้ที่ลงไปเจอแม่น้ำนั่นแหละ แต่เสียงลุงก็ตะโกนบอกว่ามันลูกศรอีกอัน

หยุด ตั้งสมาธิ แสกนหาไปรอบๆ โอ้วววววว นั่นมันลูกศรอีกอัน ชี้ขึ้นไปข้างบน ทำไมไปข้างบนวะ ช่างแม่ง แต่มันเป็นลูกศรที่มนุษย์สรรสร้างขึ้นมา เยี่ยมมาก พอเดินขึ้นไปสักพัก ก็เข้าใจในบัดดลว่า มันต้องขึ้นเขาไปอีกนิด แล้วก็เดินย้อนลงมา

และเบื้องล่างนั่น รถ CAMMY กู ยิ่งกว่าราชรถใดๆมาจอดรับ พร้อมกับลุงที่มาของเสียงสวรรค์ รอดแล้ว เรารอดแล้ว ที่เบื้องล่างนั่น มีครอบครัวหนึ่งพร้อมเด็กเล็กๆสองคนกำลังจะขึื้นไปเช่นกัน ประมาณห้าคนได้ แต่เค้าดูถูกถ้ำนี้เกินไปซะแล้ว เอาไปแค่ไฟฉายอันเดียว เลยบอกเค้าไปว่า ถ้าพี่เอาไปแค่อันเดียว ตระกูลพี่ก็หมดวันนี้แหละ...ปล่าวครับ ไม่ได้บอกอย่างนั้น เดี๋ยวได้กิน ADDA เป็นอาหารเย็น ก็เลยบอกเค้าไปว่าอันตรายมาก อย่าขึ้นไปเลย มีเด็กเล็ก อันตราย ครอบครัวนั้นก็เลยไม่ได้ขึ้นไป (แต่ในใจ ก็อยากให้ขึ้นไปหลงบ้าง ฮา)

พอได้คุยกับลุง ลุงเค้าก็บอกว่าลุงเค้ารอจนคนหมดแหละ โอ้ว ผมรักลุงมาก

ขวัญก็ถามลุงว่าทำไมเค้าไม่เอาลูกศรมาติดมากว่านี้ ลุงก็บ่นว่าเคยขอไปหลายทีแล้วไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาติดให้สักที โอ้ว เจ้าหน้าที่พ่อตาย

แล้วลุงก็ยังบอกอีกว่า เด็กวัยรุ่นบางคน มันชอบไปพังลูกศร โอ้ว ไอ้เด็กเหี้ย อย่าให้กูเจอนะมึง

แต่ไม่เป็นไร ยังไงเราสองก็ผ่านมาได้ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น และระทึกใจดีทีเดียว และผมก็ได้ไปขี้สมใจตรงตีนเขานั่นแหละ แต่ไม่หลงละ ถ้าไปห้องน้ำยังหลงอีก ขี้มันตรงทางเดินนั่นแหละวะ

หลังจากที่ขับรถออกไป หวานใจแจ๊คก็ลงไปต่อว่าเจ้าหน้าที่อุทยาน โดยมีใจความประมาณนี้

ขวัญ "พี่คะ มันอันตรายมากเลย"
พี่อุทยาน "ครับ"
ขวัญ "ต้องเอาลูกศรมาติดอีก"
พี่อุทยาน "ครับ"
ขวัญ "ต้อง..."
พี่อุทยาน "ครับ"

มึงใส่กางเกงแน่นไปเหรอฟระ คับ คับ คับ อยู่ได้ วันไหนกูจะให้ญาติมึงมาหลงทางแบบกูบ้าง ไอ้ห่าน

และในที่สุด เราก็เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ขอบคุณที่อ่านนะครับ ค่อนข้างจะยาวชิบฉาย แต่ถ้าเม๊นกันเยอะๆ วันหลังมาเขียนให้อ่านสนุกๆกันอีกเน่อ

(หัวข้อสนทนาภายในรถ
แจ๊ค : "ใครจะเห็นเนอะว่า มีลูกศรอีกอันนึง"
ขวัญ : "ตามจริงเค้าก็เห็นแล้วแหละ"
แจ๊ค : "อ้าววว แล้วทำไมไม่บอกเราอะ"
ขวัญ : "ก็เค้าเห็นมันชี้ขึ้นไปข้างบนอะ ไม่น่าจะใช่ เค้าเลยไม่ได้บอกตัวเอง ฮี่ๆๆๆ"
แจ๊ค : "..." )

หากไปเที่ยวปาย เพื่อไป ดูร้านค้าสวยๆ กินเหล้า
หากไปเชียงใหม่ เพื่อไป กินเหล้า เดินไนท์บาซ่าร์
หากไปเดินพัทยา เพื่อไป เที่ยวผับ เดินไนท์บาซ่าร์
หากไปน้ำตก เพื่อไป เอาเหล้าขึ้นไปกิน เอาขยะไปทิ้ง
พึงระลึกไว้ คุณกำลัง ทำลายธรรมชาติ อย่างที่คุณคิดไม่ถึง
 
 

edit @ 16 May 2011 01:07:39 by apinun21

หนึ่งหมาที่ทำให้เสียน้ำตามากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

 

พอดีได้ดูเรื่อง Marley and Me แล้วนึกถึงหมาตัวหนึ่งตอนเรียนอยู่หอที่ลาดกระบังขึ้นมา 

 

http://www.youtube.com/watch?v=lShipoEMI6Q

 

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนที่อยู่หอช่วงประมาณปี 4 มันมีหมาตัวหนึ่งหลงเข้ามาในหอ ไอ้เราก็เป็นคนรักหมา

ก็เลยสนิทกับมัน เพราะทุกครั้งที่กลับมาที่หอก็จะมานั่งเล่นกับมัน รู้สึกว่าจะชื่อแดงมั๊งนะ

(จำไม่ได้ละ เรื่องมันยังสมัยหนุ่มๆ 555)

พอมันอยู่ไปนานเข้า อยู่ดีๆก็ไปพบรักกับหมาตัวไหนสักแห่งแถวนั้นทำให้มันท้องป่อง และปุ๊ดลูกๆออกมา

 

แม่ด่างๆและครอบครัว

 

ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าน่าจะมีน้องๆปุ๊ดออกมา 5 ตัว ซึ่งเราก็ดีใจมากๆ

ที่จะได้เป็นสักขีพยานในการเติบโตของสิ่งมีชีวิตเล็กๆพวกนี้ (น้ำเน่ามากกกก ฮ่าๆๆๆ) 

 

ตอนมันยังเล็กๆ

 

ตอนนั้นพวกคุณลูกๆถูกจับยัดอยู่บนรถกระบะของคนงานที่หอ

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ารถกระบะนี่มันจะเอนกประสงค์จริงๆ เพราะมันเป็นทั้งที่นอน

ที่ขี้ ที่เยี่ยว ที่กันฝน กันแดด อะไรอีกสารพัด ซึ่งสุดท้ายแล้วรถกระบะคันนั้น...เหม็นมากกกกก !!!!!

 

ตอนนี้ตายังไม่เปิดเลย

 

เนื่องจากพอมันโตวัน โตคืน พวกหมาๆก็ได้ย้ายสังขารมาอยู่ตรงข้างๆที่ไว้ข้างๆหอ ไอ้เราก็ดั้นด้นตามไปดูถึงแม้

มันจะยังเป็นที่ก่อสร้างอยู่ (หอกำลังสร้างอีกตึกหนึ่งเพราะกิจการดีมาก เลยต้องเพิ่มจำนวนหอด่วน ใครที่อยู่

ลาดกระบังจะรู้ว่าปริมาณหอลาดกระบัง งอกเร็วกว่าประชากรโลกซะอีก) ทุกคืน ทุกวันก็ผ่านไปอย่างแสนสุข แต่

จนแล้ววันหนึ่ง ไอ้แดงก็เริ่มไม่สบาย เดินกระปอดกระแปด แรงให้นมลูกมันก็ไม่มีแรงจะให้ คนงานที่หอก็เอาไป

รักษา แต่สุดท้าย มันก็ตายด้วยโรคสักโรคหนึ่ง ตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะกลับมาหอก็พบว่ามันตาย

แล้ว ก็ซึมไปพักหนึ่งแต่ก็แป๊บเดียวก็กลับมาสดใสได้เพราะเห็นพวกลูกๆร่าเริงสดใสเหมือนกับพวกมันไม่รู้ว่าอะไร

เกิดขึ้นกับแม่มัน

 

ณ เวลานั้นเด็กหอมีความสุขกับการเล่นกับลูกๆทั้งห้ามาก แทบจะเป็นสีสันให้กับหอเลยล่ะ แต่ไม่รู้ทำไม ไอ้ลาย

จุดด่างๆดำๆ หูโตๆ แต่โตมาดันสีน้ำตาลซะงั้น มันถึงได้สนิทกับเราเป็นพิเศษ ทำให้ค่อนข้างเล่นกับไอ้ตัวนี้เป็น

พิเศษ และตั้งชื่อให้ว่า "ไอ้ด่าง" 

 

ไอ้ด่าง...หมาต้นเรื่อง

 

 

แต่แล้ววันนึง วันที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต ด้วยความหวังดี กลายเป็นผลร้ายที่จำไปตลอดชีวิต วันนั้นไปซื้อ

อาหารเม็ดสำหรับหมาเด็กมาหนึ่งกล่อง พวกเด็กๆเห็นก็ดีใจกันใหญ่ วิ่งกรูกันเข้ามา เราก็เทอาหารเม็ดจำนวน

มากมายลงจานๆเดียว ด้วยที่ว่าเป็นหมาเด็ก พวกมันก็เลยกรูเข้ามาแย่งอาหารกันยกใหญ่ เรากับเพื่อนสามสี่คนก็

หัวเราะเอิ๊กอ๊ากตอนที่มันแย่งอาหารกัน มีอยู่ตัวหนึ่งสีน้ำตาลทั้งตัวแย่งเขาจนติดคอ ไอแค่กๆ เรากับเพื่อนๆก็

หัวเราะ...แต่หารู้ไม่ว่า อาหารเม็ดมันติดลงไปในหลอดลม ตอนนั้นรู้ตัวสายเกินไป รีบอุ้มมันขึ้นมา เอานิ้วคว้าน

ไปหาในคอมัน จำได้แม่นว่าอาหารเม็ดๆนั้นอยู่ตรงปลายนิ้ว ลิ้นของไอ้น้ำตาลเริ่มซีดเป็นสีขาว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เอาอาหารเม็ดนั้นออกมาได้ แต่มันก็เริ่มนิ่ง เราไม่รู้ทำอะไรก็เลยก้มลงไปผายปอดให้มัน (เรื่องจริง

ไม่ได้โกหก และตอนนั้นเชื่อแล้วว่า ถ้ามีชีวิตๆหนึ่งกำลังจะตายอยู่ตรงหน้า เราทำได้ทุกอย่างจริงๆ) พยายามเป่า

เป่า เป่า แต่ก็ไม่ได้ผล หมาน้อยไร้ชีวิตอยู่บนอุ้งมือ จำได้ว่าถึงแม้มันจะตัวนิดเดียว แต่ตอนนั้นมันหนักมาก....

 

วันนั้น วิ่งขึ้นไปบนหอคนเดียว ปล่อยเพื่อนๆอยู่ข้างล่าง ไปร้องไห้ในห้องน้ำ กลัวเพื่อนจะขึ้นมาเห็น...

 

จากความผิดพลาดครั้งนั้นก็ไม่เคยซื้ออาหารเม็ดมาให้ลูกหมาอีกต่อไปเลยตลอดชีวิต

 

 ลูกหมาเหลืออีก 4 ตัว...ถึงแม้สมาชิกยังขาดไปหนึ่ง แต่สมาชิกที่เหลือก็ยังทำให้ชีวิตสดใสต่อไปได้ด้วยความไร้เดียงสาของมัน

 

แต่เหมือนกับอาถรรพ์...ช่วงนั้นเราต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์...และทุกอาทิตย์ สองอาทิตย์ จะพบข่าวเศร้าตลอด

มีตัวหนึ่งโดนประตูหนีบตาย และอีกสองตัวที่เหลือตายด้วยโรคเดียวกับแม่มัน จำบรรยากาศได้เลยว่า จากที่หอ

เคยมีเสียงเห่าเจี๊ยวจ๊าว มันเงียบลงไปถนัดตาเลยล่ะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยังเหลือไอ้ด่างอยู่ตัวเดียว ไอ้ด่างที่สนิท

กับเราเป็นพิเศษ และมันก็แข็งแรงที่สุดในกลุ่ม ถึงแม้มันจะเหลือตัวสุดท้าย มันก็ยังสดใสได้ คนงานที่หอตั้งชื่อ

ให้มันว่า "โชคดี" แต่เราก็ยังเรียกว่ามัน "ไอ้ด่าง" อยู่ดี ทุกวันที่เรียนเสร็จแล้วกลับหอ มันก็จะวิ่งดุ๊กดิ๊ก ดุ๊กดิ๊ก มา

หา ถ้าตอนนั้นมีคนที่หอเดินมาหลายคน มันก็ยังวิ่งมาหาเรา รู้สึกเลยว่ารักไอ้ด่างนี่แล้วล่ะ

 

แต่เวลาก็ผ่านไปได้แค่เดือนเดียว ไอ้ด่างเริ่มมีอาการเหมือนกับแม่ของมัน เริ่มไอ บางทีก็ตัวสั่น แต่มันก็ยังสดใส

อยู่ ตอนนั้นอาสาขอพอไอ้ด่างไปหาหมอเอง รีบขี่จักรยานไปหากล่องแถว 7-11 ในใจตอนนั้นคิดว่าถ้ารีบไปหา

แต่เนิ่นๆ อีกอย่างเราก็พอไม่มีภาระเรื่องเงินค่ารักษาเท่าคนงาน (เพราะถามแม่แล้ว แม่สนับสนุนเต็มที่) คิดว่าน่า

จะช่วยมันได้ทันเวลา

 

ตอนอุ้มขึ้นไปแท๊กซี่ ครั้งแรก ถึงแม้จะไม่สบาย ไอ้ด่างก็ยังสดใส ยังดื้อ ยังซน ยังมีแรงอีกเหลือเฟือเลยตาม

ประสาหมาเด็ก พอไปถึงมือหมอ (อยู่ตรงตลาดหัวตะเข้ นั่งรถไปแป๊บเดียว) มันกลัวหมอมากกกก (สงสัยเป็นสัน

ชาตญาณ) ไอ้ด่างรีบวิ่งแจ้นมาหา แถมเห่าหมอใหญ่ เราก็เลยอุ้มมันโต๊ะ และพยายามปิดตามันด้วยนะ เดี๋ยวมัน

เห็นหมอ 555 เวลาหมาโดนเอาปรอทเสียบตูดจะตลกมากเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก มันจะสั่นๆ แหง็กๆๆ (ไม่รู้ตัวอื่น

มันเป็นป่าว สงสัยมันเสียวตูด ก๊ากๆๆ) ตอนนั้นหมอก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นอะไรมาก ให้พากลับบ้าน พร้อมยา ตอน

นั้นวันเป็นวันศุกร์ พอกลับไปถึงหอก็กำชับคนงานว่าต้องกินยากี่โมง ตอนไหน ยังไงบ้าง และเราก็นั่งรถตู้กลับ

บ้าน

 

พอมาวันจันทร์ ขี่จักรยานมาถึงหอ ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไอ้ด่างนอนพร้อมสายน้ำเกลือ มีถุงน้ำเกลือห้อยไว้บน

หน้าต่าง คนงานที่หอบอกว่าอาการมันหนักขึ้น เพิ่งพาไปหาวันอาทิตย์ หมอก็เลยให้น้ำเกลือมา วันนั้นทั้งคืน

นอนไม่หลับ แอบลงมาดูมันหลายรอบ (มันนอนอยู่หน้าหอ) ตื่นเช้ามามันยังหลับอยู่ก็ไม่อยากไปปลุกมัน แต่ดู

หายใจก็ปกติ ตัวไม่สั่น คิดว่าคงโอเคแล้วล่ะ เดี๋ยวก็หายแล้ว

 

กลับมาตอนบ่าย...ไอ้ด่างอาการเข้าขั้นโคม่า ตัวสั่นหงึกๆๆๆๆ ตาก็เหลือกๆ แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้มาจนตลอดชีวิตนี้

คือเราเดินเข้าไปหาไอ้ด่าง และกระดกลิ้นเรียกมันเบาๆ ตามันที่เหลือกๆอยู่พยายามเหลือบมามอง และส่ายหาง

เบาๆทั้งๆที่มันไม่มีแรง ถึงแม้มันจะไม่สบายขนาดนี้ มันก็ยังจำเราได้

 

(ตอนนี้พิมพ์ไป น้ำตาคลอไป เรื่องผ่านมาสามปีแล้วนะนี่)

 

พอเห็นดังนั้น รีบวิ่งไปเรียกแท๊กซี่ พาไอ้ด่างขึ้นกล่อง วันที่พามันไปหาหมอวันแรกกับวันนี้ต่างกันมาก วันที่พา

ไปตอนแรก มันยังลุกขึ้นยืนอยู่ในกล่องอยู่เลย วันนี้มันนอนเฉยๆในกล่อง ตาค้างไม่ค่อยขยับแล้ว ตัวสั่นตลอด

เวลา

 

พอถึงร้านหมอ หมอก็บอกเลยว่าอาการมันแย่ลงมากแล้ว วันนี้คงต้องค้างคืนที่นี่หนึ่งคืน หมออุ้มมันไปหลังร้านที่

เป็นห้องแอดมิด และเราก็ออกจากร้านหมอมาด้วยอาการมึนๆ ทำอะไรไม่ถูก คืนนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากไหว้

พระ

 

วันรุ่งขึ้น คิดตลอดว่าพอไปถึงร้านหมอมันจะแปลงร่างกลับมาเป็นหมาดื้อๆตัวเดิม

 

แค่เห็นหน้าหมอก็รู้แล้วล่ะว่ามันไม่รอด หมอถามว่าจะเอาไปตรวจพิษสุนัขบ้าไหม เราก็ปฏิเสธไปเพราะที่ผ่าน

มายังไม่มีใครโดนน้ำลายมัน อีกอย่างอาการมันก็ไม่เหมือนพิษสุนัขบ้า ถ้ามันเป็นมันคงไม่พยายามมองเรา และ

กระดิกหางให้หรอก พอไม่ต้องการตรวจพิษสุนัขบ้า หมอก็ให้ผู้ช่วยเดินไปเอาไอ้ด่างมา ผู้ช่วยมาพร้อมถุงสีดำใบ

หนึ่ง...ถุงสีดำที่มีไอ้ด่างอยู่ข้างใน เราก็จ่ายค่ารักษาให้กับหมอ ตอนเห็นถุงยังไม่เท่ากับตอนที่อุ้มถุงนั้นมา มือ

ของเราสัมผัสกับร่างของมันที่นิ่งไม่ขยับแล้ว ตอนนั้นพยายามข่มใจไม่ให้ร้องไห้ออกมา ชั่วเวลาที่นั่งอยู่แท็กซี่

โดยที่มีร่างของไอ้ด่างอยู่มันตัก เวลาผ่านไปยาวนานมากๆ ความจริงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงหอแล้ว แต่มันนานมาก

จริงๆ...

 

พอถึงหอก็อุ้มไอ้ด่างที่อยู่ในถึงส่งให้กับคนงานที่หอ เราก็พยายามยิ้มบอกไปว่ามันไม่รอดแล้วล่ะครับ พูดแค่นี้

จริงๆ และรีบวิ่งขึ้นห้องเลย ร้องไห้ยาวนานมาก...หยุดร้อง...แล้วก็ร้องอีก...ร้องจนหมดแรงแล้วก็หลับไป

 

ตื่นขึ้นมาตอนเย็น คนงานยังไม่ได้ฝังแต่วางไว้อยู่ข้างๆรถกระบะคันเดิมที่มันเกิด ตอนนี้มันนิ่งแล้ว ตาปิดสนิท ดู

มันมีความสุขกว่าตอนที่มันไม่สบาย เรายกมือไหว้มันและอวยพรให้มันเกิดมาในที่ที่ดีกว่านี้....

 

ตอนนี้ถึงผ่านมาสามปีแล้ว เหตุการณ์ต่างๆก็ยังชัดเจน ถึงแม้จะมีอะไรหลงลืมไปบ้าง แต่เวลาที่มันพยายาม

กระดิกหางให้เราก็ยังคงอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้....

 

(เขียนจบ...ร้องไห้...แหะๆ)

 

^ ^

 

 

ไม่ว่าจะหมา หรือแมว ถ้ามันรักเราแล้ว มันก็ไม่เคยทิ้งเรา อย่างที่ในหนัง Marley and Me บอกไว้ตอนสุดท้าย

 

"มันทำให้เราเป็นคนพิเศษตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะรวย หรือจน มันก็ไม่สน..."

 


edit @ 6 Feb 2011 00:40:17 by apinun21

edit @ 6 Feb 2011 00:42:39 by apinun21

edit @ 6 Feb 2011 00:44:39 by apinun21

edit @ 6 Feb 2011 00:46:32 by apinun21