พอดีได้ดูเรื่อง Marley and Me แล้วนึกถึงหมาตัวหนึ่งตอนเรียนอยู่หอที่ลาดกระบังขึ้นมา
http://www.youtube.com/watch?v=lShipoEMI6Q
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนที่อยู่หอช่วงประมาณปี 4 มันมีหมาตัวหนึ่งหลงเข้ามาในหอ ไอ้เราก็เป็นคนรักหมา
ก็เลยสนิทกับมัน เพราะทุกครั้งที่กลับมาที่หอก็จะมานั่งเล่นกับมัน รู้สึกว่าจะชื่อแดงมั๊งนะ
(จำไม่ได้ละ เรื่องมันยังสมัยหนุ่มๆ 555)
พอมันอยู่ไปนานเข้า อยู่ดีๆก็ไปพบรักกับหมาตัวไหนสักแห่งแถวนั้นทำให้มันท้องป่อง และปุ๊ดลูกๆออกมา
ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าน่าจะมีน้องๆปุ๊ดออกมา 5 ตัว ซึ่งเราก็ดีใจมากๆ
ที่จะได้เป็นสักขีพยานในการเติบโตของสิ่งมีชีวิตเล็กๆพวกนี้ (น้ำเน่ามากกกก ฮ่าๆๆๆ)
ตอนนั้นพวกคุณลูกๆถูกจับยัดอยู่บนรถกระบะของคนงานที่หอ
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ารถกระบะนี่มันจะเอนกประสงค์จริงๆ เพราะมันเป็นทั้งที่นอน
ที่ขี้ ที่เยี่ยว ที่กันฝน กันแดด อะไรอีกสารพัด ซึ่งสุดท้ายแล้วรถกระบะคันนั้น...เหม็นมากกกกก !!!!!
เนื่องจากพอมันโตวัน โตคืน พวกหมาๆก็ได้ย้ายสังขารมาอยู่ตรงข้างๆที่ไว้ข้างๆหอ ไอ้เราก็ดั้นด้นตามไปดูถึงแม้
มันจะยังเป็นที่ก่อสร้างอยู่ (หอกำลังสร้างอีกตึกหนึ่งเพราะกิจการดีมาก เลยต้องเพิ่มจำนวนหอด่วน ใครที่อยู่
ลาดกระบังจะรู้ว่าปริมาณหอลาดกระบัง งอกเร็วกว่าประชากรโลกซะอีก) ทุกคืน ทุกวันก็ผ่านไปอย่างแสนสุข แต่
จนแล้ววันหนึ่ง ไอ้แดงก็เริ่มไม่สบาย เดินกระปอดกระแปด แรงให้นมลูกมันก็ไม่มีแรงจะให้ คนงานที่หอก็เอาไป
รักษา แต่สุดท้าย มันก็ตายด้วยโรคสักโรคหนึ่ง ตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะกลับมาหอก็พบว่ามันตาย
แล้ว ก็ซึมไปพักหนึ่งแต่ก็แป๊บเดียวก็กลับมาสดใสได้เพราะเห็นพวกลูกๆร่าเริงสดใสเหมือนกับพวกมันไม่รู้ว่าอะไร
เกิดขึ้นกับแม่มัน
ณ เวลานั้นเด็กหอมีความสุขกับการเล่นกับลูกๆทั้งห้ามาก แทบจะเป็นสีสันให้กับหอเลยล่ะ แต่ไม่รู้ทำไม ไอ้ลาย
จุดด่างๆดำๆ หูโตๆ แต่โตมาดันสีน้ำตาลซะงั้น มันถึงได้สนิทกับเราเป็นพิเศษ ทำให้ค่อนข้างเล่นกับไอ้ตัวนี้เป็น
พิเศษ และตั้งชื่อให้ว่า "ไอ้ด่าง"
แต่แล้ววันนึง วันที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต ด้วยความหวังดี กลายเป็นผลร้ายที่จำไปตลอดชีวิต วันนั้นไปซื้อ
อาหารเม็ดสำหรับหมาเด็กมาหนึ่งกล่อง พวกเด็กๆเห็นก็ดีใจกันใหญ่ วิ่งกรูกันเข้ามา เราก็เทอาหารเม็ดจำนวน
มากมายลงจานๆเดียว ด้วยที่ว่าเป็นหมาเด็ก พวกมันก็เลยกรูเข้ามาแย่งอาหารกันยกใหญ่ เรากับเพื่อนสามสี่คนก็
หัวเราะเอิ๊กอ๊ากตอนที่มันแย่งอาหารกัน มีอยู่ตัวหนึ่งสีน้ำตาลทั้งตัวแย่งเขาจนติดคอ ไอแค่กๆ เรากับเพื่อนๆก็
หัวเราะ...แต่หารู้ไม่ว่า อาหารเม็ดมันติดลงไปในหลอดลม ตอนนั้นรู้ตัวสายเกินไป รีบอุ้มมันขึ้นมา เอานิ้วคว้าน
ไปหาในคอมัน จำได้แม่นว่าอาหารเม็ดๆนั้นอยู่ตรงปลายนิ้ว ลิ้นของไอ้น้ำตาลเริ่มซีดเป็นสีขาว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เอาอาหารเม็ดนั้นออกมาได้ แต่มันก็เริ่มนิ่ง เราไม่รู้ทำอะไรก็เลยก้มลงไปผายปอดให้มัน (เรื่องจริง
ไม่ได้โกหก และตอนนั้นเชื่อแล้วว่า ถ้ามีชีวิตๆหนึ่งกำลังจะตายอยู่ตรงหน้า เราทำได้ทุกอย่างจริงๆ) พยายามเป่า
เป่า เป่า แต่ก็ไม่ได้ผล หมาน้อยไร้ชีวิตอยู่บนอุ้งมือ จำได้ว่าถึงแม้มันจะตัวนิดเดียว แต่ตอนนั้นมันหนักมาก....
วันนั้น วิ่งขึ้นไปบนหอคนเดียว ปล่อยเพื่อนๆอยู่ข้างล่าง ไปร้องไห้ในห้องน้ำ กลัวเพื่อนจะขึ้นมาเห็น...
จากความผิดพลาดครั้งนั้นก็ไม่เคยซื้ออาหารเม็ดมาให้ลูกหมาอีกต่อไปเลยตลอดชีวิต
ลูกหมาเหลืออีก 4 ตัว...ถึงแม้สมาชิกยังขาดไปหนึ่ง แต่สมาชิกที่เหลือก็ยังทำให้ชีวิตสดใสต่อไปได้ด้วยความไร้เดียงสาของมัน
แต่เหมือนกับอาถรรพ์...ช่วงนั้นเราต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์...และทุกอาทิตย์ สองอาทิตย์ จะพบข่าวเศร้าตลอด
มีตัวหนึ่งโดนประตูหนีบตาย และอีกสองตัวที่เหลือตายด้วยโรคเดียวกับแม่มัน จำบรรยากาศได้เลยว่า จากที่หอ
เคยมีเสียงเห่าเจี๊ยวจ๊าว มันเงียบลงไปถนัดตาเลยล่ะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยังเหลือไอ้ด่างอยู่ตัวเดียว ไอ้ด่างที่สนิท
กับเราเป็นพิเศษ และมันก็แข็งแรงที่สุดในกลุ่ม ถึงแม้มันจะเหลือตัวสุดท้าย มันก็ยังสดใสได้ คนงานที่หอตั้งชื่อ
ให้มันว่า "โชคดี" แต่เราก็ยังเรียกว่ามัน "ไอ้ด่าง" อยู่ดี ทุกวันที่เรียนเสร็จแล้วกลับหอ มันก็จะวิ่งดุ๊กดิ๊ก ดุ๊กดิ๊ก มา
หา ถ้าตอนนั้นมีคนที่หอเดินมาหลายคน มันก็ยังวิ่งมาหาเรา รู้สึกเลยว่ารักไอ้ด่างนี่แล้วล่ะ
แต่เวลาก็ผ่านไปได้แค่เดือนเดียว ไอ้ด่างเริ่มมีอาการเหมือนกับแม่ของมัน เริ่มไอ บางทีก็ตัวสั่น แต่มันก็ยังสดใส
อยู่ ตอนนั้นอาสาขอพอไอ้ด่างไปหาหมอเอง รีบขี่จักรยานไปหากล่องแถว 7-11 ในใจตอนนั้นคิดว่าถ้ารีบไปหา
แต่เนิ่นๆ อีกอย่างเราก็พอไม่มีภาระเรื่องเงินค่ารักษาเท่าคนงาน (เพราะถามแม่แล้ว แม่สนับสนุนเต็มที่) คิดว่าน่า
จะช่วยมันได้ทันเวลา
ตอนอุ้มขึ้นไปแท๊กซี่ ครั้งแรก ถึงแม้จะไม่สบาย ไอ้ด่างก็ยังสดใส ยังดื้อ ยังซน ยังมีแรงอีกเหลือเฟือเลยตาม
ประสาหมาเด็ก พอไปถึงมือหมอ (อยู่ตรงตลาดหัวตะเข้ นั่งรถไปแป๊บเดียว) มันกลัวหมอมากกกก (สงสัยเป็นสัน
ชาตญาณ) ไอ้ด่างรีบวิ่งแจ้นมาหา แถมเห่าหมอใหญ่ เราก็เลยอุ้มมันโต๊ะ และพยายามปิดตามันด้วยนะ เดี๋ยวมัน
เห็นหมอ 555 เวลาหมาโดนเอาปรอทเสียบตูดจะตลกมากเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก มันจะสั่นๆ แหง็กๆๆ (ไม่รู้ตัวอื่น
มันเป็นป่าว สงสัยมันเสียวตูด ก๊ากๆๆ) ตอนนั้นหมอก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นอะไรมาก ให้พากลับบ้าน พร้อมยา ตอน
นั้นวันเป็นวันศุกร์ พอกลับไปถึงหอก็กำชับคนงานว่าต้องกินยากี่โมง ตอนไหน ยังไงบ้าง และเราก็นั่งรถตู้กลับ
บ้าน
พอมาวันจันทร์ ขี่จักรยานมาถึงหอ ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไอ้ด่างนอนพร้อมสายน้ำเกลือ มีถุงน้ำเกลือห้อยไว้บน
หน้าต่าง คนงานที่หอบอกว่าอาการมันหนักขึ้น เพิ่งพาไปหาวันอาทิตย์ หมอก็เลยให้น้ำเกลือมา วันนั้นทั้งคืน
นอนไม่หลับ แอบลงมาดูมันหลายรอบ (มันนอนอยู่หน้าหอ) ตื่นเช้ามามันยังหลับอยู่ก็ไม่อยากไปปลุกมัน แต่ดู
หายใจก็ปกติ ตัวไม่สั่น คิดว่าคงโอเคแล้วล่ะ เดี๋ยวก็หายแล้ว
กลับมาตอนบ่าย...ไอ้ด่างอาการเข้าขั้นโคม่า ตัวสั่นหงึกๆๆๆๆ ตาก็เหลือกๆ แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้มาจนตลอดชีวิตนี้
คือเราเดินเข้าไปหาไอ้ด่าง และกระดกลิ้นเรียกมันเบาๆ ตามันที่เหลือกๆอยู่พยายามเหลือบมามอง และส่ายหาง
เบาๆทั้งๆที่มันไม่มีแรง ถึงแม้มันจะไม่สบายขนาดนี้ มันก็ยังจำเราได้
(ตอนนี้พิมพ์ไป น้ำตาคลอไป เรื่องผ่านมาสามปีแล้วนะนี่)
พอเห็นดังนั้น รีบวิ่งไปเรียกแท๊กซี่ พาไอ้ด่างขึ้นกล่อง วันที่พามันไปหาหมอวันแรกกับวันนี้ต่างกันมาก วันที่พา
ไปตอนแรก มันยังลุกขึ้นยืนอยู่ในกล่องอยู่เลย วันนี้มันนอนเฉยๆในกล่อง ตาค้างไม่ค่อยขยับแล้ว ตัวสั่นตลอด
เวลา
พอถึงร้านหมอ หมอก็บอกเลยว่าอาการมันแย่ลงมากแล้ว วันนี้คงต้องค้างคืนที่นี่หนึ่งคืน หมออุ้มมันไปหลังร้านที่
เป็นห้องแอดมิด และเราก็ออกจากร้านหมอมาด้วยอาการมึนๆ ทำอะไรไม่ถูก คืนนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากไหว้
พระ
วันรุ่งขึ้น คิดตลอดว่าพอไปถึงร้านหมอมันจะแปลงร่างกลับมาเป็นหมาดื้อๆตัวเดิม
แค่เห็นหน้าหมอก็รู้แล้วล่ะว่ามันไม่รอด หมอถามว่าจะเอาไปตรวจพิษสุนัขบ้าไหม เราก็ปฏิเสธไปเพราะที่ผ่าน
มายังไม่มีใครโดนน้ำลายมัน อีกอย่างอาการมันก็ไม่เหมือนพิษสุนัขบ้า ถ้ามันเป็นมันคงไม่พยายามมองเรา และ
กระดิกหางให้หรอก พอไม่ต้องการตรวจพิษสุนัขบ้า หมอก็ให้ผู้ช่วยเดินไปเอาไอ้ด่างมา ผู้ช่วยมาพร้อมถุงสีดำใบ
หนึ่ง...ถุงสีดำที่มีไอ้ด่างอยู่ข้างใน เราก็จ่ายค่ารักษาให้กับหมอ ตอนเห็นถุงยังไม่เท่ากับตอนที่อุ้มถุงนั้นมา มือ
ของเราสัมผัสกับร่างของมันที่นิ่งไม่ขยับแล้ว ตอนนั้นพยายามข่มใจไม่ให้ร้องไห้ออกมา ชั่วเวลาที่นั่งอยู่แท็กซี่
โดยที่มีร่างของไอ้ด่างอยู่มันตัก เวลาผ่านไปยาวนานมากๆ ความจริงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงหอแล้ว แต่มันนานมาก
จริงๆ...
พอถึงหอก็อุ้มไอ้ด่างที่อยู่ในถึงส่งให้กับคนงานที่หอ เราก็พยายามยิ้มบอกไปว่ามันไม่รอดแล้วล่ะครับ พูดแค่นี้
จริงๆ และรีบวิ่งขึ้นห้องเลย ร้องไห้ยาวนานมาก...หยุดร้อง...แล้วก็ร้องอีก...ร้องจนหมดแรงแล้วก็หลับไป
ตื่นขึ้นมาตอนเย็น คนงานยังไม่ได้ฝังแต่วางไว้อยู่ข้างๆรถกระบะคันเดิมที่มันเกิด ตอนนี้มันนิ่งแล้ว ตาปิดสนิท ดู
มันมีความสุขกว่าตอนที่มันไม่สบาย เรายกมือไหว้มันและอวยพรให้มันเกิดมาในที่ที่ดีกว่านี้....
ตอนนี้ถึงผ่านมาสามปีแล้ว เหตุการณ์ต่างๆก็ยังชัดเจน ถึงแม้จะมีอะไรหลงลืมไปบ้าง แต่เวลาที่มันพยายาม
กระดิกหางให้เราก็ยังคงอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้....
(เขียนจบ...ร้องไห้...แหะๆ)
ไม่ว่าจะหมา หรือแมว ถ้ามันรักเราแล้ว มันก็ไม่เคยทิ้งเรา อย่างที่ในหนัง Marley and Me บอกไว้ตอนสุดท้าย
"มันทำให้เราเป็นคนพิเศษตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะรวย หรือจน มันก็ไม่สน..."